อิสรภาพทางการเงิน -วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

Sunday, October 25th, 2009

อิสรภาพทางการเงิน

อิสรภาพทางการเงิน คือ การที่คุณมีชีวิตอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องทำงานหรือทำงานที่คุณรัก โดยที่คุณไม่ต้องคำนึกถึงรายได้หรือรายจ่ายที่คุณต้องไปหางานเพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ทำอย่างไรถึงจะได้ไปถึงอิสรภาพทางการเงิน

1. เก็บออมเงิน คือ การนำเงินที่ใช้ในชีวิตประจำวันไปเก็บเพื่อไปใช้ในอนาคต อาทิ การใช้จ่ายยามฉุกเฉิน การลงทุน

  • จ่ายให้ตัวเองก่อน คือการนำรายได้ของตัวเองหักออกมาเก็บโดยไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเงินที่เก็บไว้ จนกว่าจะสามารถนำเงินที่เก็บได้นำไปทำให้เกิดผลตอบแทนที่ต้องการ วิธีการกำหนดว่าคุณจะหักจากรายได้เป็นร้อยละเท่าไรขึ้นอยู่กับตัวของคุณ โดยทั่วไปจะตั้งไว้ที่ 10% เป็นขั้นต่ำ ซึ่งคุณอาจจะเพิ่มเป็น 15%, 20% หรือมากกว่านี้ขึ้นอยู่กับความต้องการบอกแต่ละบุคคล
  • จ่ายเพิ่มให้กับตัวเอง ทุกครั้งที่คุณมีรายจ่ายในการซื้อของให้จ่ายกับตัวเองเพิ่ม วิธีนี้จะทำเหมือนกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่คุณต้องจ่ายให้กับรัฐบาล แต่ภาษีมูลค่าเพิ่มนี้คุณจะจ่ายให้ตัวเองแทน โดยจะกำหนดเป็นร้อยละเท่าไรขึ้นอยู่กับตัวของคุณ อาจจะเริ่มที่ 3% เป็นการเริ่มต้น
  • การหักจากรายจ่าย คือ ในแต่ละวันที่คุณมีรายจ่าย คุณก็ต้องหักเงินจากรายจ่ายในการใช้จ่ายของคุณในแต่ละวัน คุณอาจหักรายจ่ายจากรายได้ร้อยละเท่าไรขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง

2. นำเงินออมไปให้งอกเงย

  • ฝากธนาคาร
  • ลงทุน
  • ทำประกันชีวิต
    • ทำธุรกิจ
    • หุ้น
    • ตราสาร
    • อสังหาริมทรัพย์

ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ทุกคนสามารถไปถึงเป้าหมายได้หรือไม่ ?

Sunday, August 23rd, 2009

ทุกคนสามารถไปถึงเป้าหมายได้หรือไม่ ?
www.holidaytours.in.th Present

มีพราหมณ์คนหนึ่ง เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วกราบทูลถามว่า
พระภิกษุสงฆ์ ทั้งหลายที่ได้มาบวชอยู่ในพระพุทธศาสนา
ได้บรรลุมรรคผลนิพพานทุกรูปหรือไม่ ?
พระพุทธเจ้าไม่ตอบ แต่ได้ทรงตรัสถามพราหมณ์ผู้นั้นกลับไปว่า
เคยมีคนมาถามทางไปกรุงพาราณสีกับพราหมณ์หรือไม่ ?
พราหมณ์ตอบว่า มีพระเจ้าข้า
พระพุทธเจ้าทรงตรัสถามต่อไปว่า
แล้วคนเหล่านั้นไปถึงที่หมายหรือไม่
พราหมณ์ตอบว่า บ้างก็ไปตามทางที่บอก ก็ไปถึงที่หมาย
บ้างก็ไปแค่กลางทางแล้วก็เปลี่ยนไปทางอื่นที่เลือกเอง
บ้างก็ไม่เชื่อ และก็เลือกไปตามทางที่ตนเลือกเอง
พระพุทธเจ้าทรงตรัสต่อไปว่า ท่านพราหมณ์ได้รับคำตอบจากเราแล้ว…

เส้นทางสู่อิสรภาพทางการเงิน

Thursday, August 20th, 2009

www.holidaytours.in.th Present

 คำถามสำหรับเด็ก ๆ ก็คือ โตขึ้นจะเป็นอะไรกัน ?
 แต่พอเป็นโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว คำถามสำหรับผู้ใหญ่ก็คือ แก่ตัวไปแล้วจะเป็นยังไง …
 คุณมีคำตอบรึยัง ถ้ายัง freedom.holidaytours.in.th ช่วยคุณได้

 คุณรู้จักอิสรภาพทางการเงินไหม ?
 อิสรภาพทางการเงินคือ การมีเงินพอใช้ไปตลอดชีวิต
 แต่ค่าใช้จ่ายในการครองชีพของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน
 รวมทั้งระยะเวลาการมีชีวิตที่เหลือของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันเพราะ
 ฉะนั้นจำนวนเงินเพื่ออิสะภาพทางการเงินของแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน
 เราจะไปสู่อิสรภาพทางการเงินได้อย่างไร ? จากเงินเพียง 105,000  usd
ได้กลายเป็นเงินถึง 3พันล้าน usd บันดาลให้จากคนธรรมดา
ได้กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับสองของอเมริกา นี่คื่อเรื่องจริง!
 และบนโลกแห่งความจริงนี้ !!!

 ก็มีผู้คนอีกหลายคนได้ปฏิบัติตามแนวทางของนักลงทุนผู้นี้
 ก็ได้พบกับอิสรภาพทางการเงินอย่างมั่นคง
 เว็บไซต์แห่งนี้จะทำให้ทุกคนที่เข้ามาได้รู้จักกับบุคคลผู้นี้มากขึ้น
 ผู้ซึ่งเป็นทั้งแรงบันดาลใจ
 และความใฝ่ฝันของนักลงทุนทั่วโลก
 เว็บไซต์เรามียินดี ที่จะได้เป็นส่วนหนึ่ง
 ที่ทำให้คนไทยได้รู้จักกับเขามากขึ้น วอร์เรน บัฟเฟตต์กับ
 ความมหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้นของเขา
*****************************************

 “อิสรภาพทางการเงิน” (Financial Freedom) มิได้หมายถึง
 การมีเงินมากมาย หรือมีกระแสเงินสดไหลเข้ากระเป๋าอย่างต่อเนื่อง
 แบบที่เรียกว่าใช้กันไม่หมด หรือมีเงินใช้โดยไม่ต้องทำงาน
 แต่หมายถึง การมีชีวิตอยู่อย่างพอเพียง
 มีอิสรภาพในการเลือกที่จะทำ และเป็นในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
 โดยไม่มี “เงิน” มาเป็นเครื่องพันธนาการความคิด และการตัดสินใจ
 ดังนั้น คำว่า “อิสรภาพทางการเงิน”
 ของแต่ละคนจึงมีความหมายแตกต่างกัน
 โดยความแตกต่างนั้นไม่ได้ขึ้นกับปริมาณเงินที่แต่ละคนมี
 แต่วัดกันที่
 “ใครมีเวลาเพื่อที่จะใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการมากกว่ากัน”
 จาก http://www.financialfreedom-mag.com/index.php?option=viewhom
 e&lang=th&id=22&sub=-1&layout=0

ตอนที่1 ประวัติย่อบัฟเฟต์

Thursday, August 20th, 2009

วอร์เรน บัฟเฟตต์ จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
 วอร์เรน เอดเวิร์ด บัฟเฟตต์ (Warren Edward Buffett)
 (เกิด 30 สิงหาคม ค.ศ. 1930 นักลงทุนชาวอเมริกา
 เจ้าของบริษัท Berkshire Hathaway
 และเศรษฐีอันดับ 2 ของโลก รองจากบิลล์ เกตส์
 วอร์เรน บัฟเฟตต์ เกิดที่เมืองโอแมฮา ในรัฐเนแบรสกา
 ได้ซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ปี
 เข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยที่ วอร์ตัน
 มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียและได้ย้ายไปเรียน
 และจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเนแบรสกา
 หลังจากนั้นได้ศึกษาต่อระดับปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์
 ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในปี 1951
————————————————————————

***** เพิ่มเติมโดย www.holidaytours.in.th *****
 วอร์เรน บัฟเฟตต์นักลงทุนหมายเลขหนึ่งของโลก
 เป็นนักลงทุนเน้นคุณค่า มีความอดทนทางด้านจิตใจสูง
 บัฟเฟตต์เป็นลูกศิษย์ของเบนจามิน เกรแฮม
 เจ้าของทฤษฎี Margin of Safety
 ซึ่งบัฟเฟต์ได้พัฒนาตัวเอง
 สามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าอาจารย์
 โดยเพิ่มการใช้ทฤษฏีดอกเบี้ยทบต้น
 สร้างความมั่งคั่งให้กับตนและผู้ที่เข้าลงทุนด้วย
 บัฟเฟตต์จะใช้ประโยชน์จากนายตลาด
 ซื้อหุ้นในขณะที่คนอื่น ๆ เทขาย
 แต่จะซื้อเฉพาะหุ้นที่มีคุณภาพเท่านั้น
 ในขณะที่นักลงทุนทั่วไปมักจะทำตามนายตลาด
 และซื้อหุ้นที่เป็นที่นิยมของคนทั่วไป
 และเป็นเจ้าของคำพูด
 “หัวใจหลักของการลงทุนอยู่ที่
 ความได้เปรียบเชิงแข่งขันของธุรกิจ
 และความยั่งยืนของความได้เปรียบนั้น”

ตอนที่2 มหัศจรรย์ดอกเบี้ยทบต้น

Thursday, August 20th, 2009

ขณะที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ จากคนธรรมดา สู่นักลงทุนระดับโลกนั้น
 มีผลตอบแทน จากการลงทุนทบต้นเพียงปีละ 24% เท่านั้น
 ซึ่งถือว่าไม่มากนัก
 ถ้าเทียบกับ ผลตอบแทนของนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าได้รับในปีนี้
 แต่บัฟเฟตต์สามารถทำผลตอบแทนในระดับดังกล่าว
 ได้อย่างยาวนานต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปี
 ซึ่งด้วยยุทธวิธีดังกล่าว
 ทำให้เขารวยได้เป็นอันดับสองของโลก
 ถ้านักลงทุนสามารถทำผลตอบแทนจากการลงทุนได้ปีละ 100% ทุกปี
 จากเงินลงทุนเริ่มต้นที่ 1 ล้านบาท เงินดังกล่าวจะกลายเป็น 1,000  ล้านบาทใน 10 ปี
 และภายในเวลา 20 ปี จะกลายเป็นเงิน 1 ล้านล้านบาท
 (ซึ่งเท่ากับงบประมาณประเทศไทยทั้งประเทศ)
 จะเห็นว่า การทำผลตอบแทนสูงๆ นั้นในระยะยาวแล้ว
 มีโอกาสเป็นไปได้ไม่ง่ายนัก
 ดังนั้น นักลงทุนที่ทำผลตอบแทนได้ปีละ 15-25%
 ก็ไม่ต้องไปวิตกกังวลมากนัก
 เพียงแต่ท่านสามารถทำผลตอบแทนดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่อง ก็ ”เพียงพอ”
 ที่จะทำให้พอร์ตการลงทุนของท่านเติบโตอย่างเห็นผลได้ในระยะยาว
 ************************************************************
 จาก settrade.com โดยคุณงงงง
 http://api.settrade.com/actions/customization/IPO/newWebboar
 d/board.jsp?content=qa.jsp&tid=3771&page=1
 มหัศจรรย์ดอกเบี้ยทบต้น
 เห็นมีคนถามหา พอดีไปเจอมาเลยเอามาให้อ่านกัน
 แล้วก็ถึงคราวพระเอกของเหล่าบรรดาคนออมเงินทั้งหลายแล้วครับ
 ซึ่งก็คือดอกเบี้ยนั่นเอง และคงจะไม่มีใคร ไม่รู้จักใช่มั๊ยครับ
 แต่ถ้าจะพูดถึงดอกเบี้ยธรรมดาทั่วๆไป ใครจะสนใจหละครับ
 มันธรรมดาเกินไป ที่ผมจะพูดถึง นี่หลายคนคงรู้สรรพคุณนี้ดี
 แต่ผมเชื่อว่าหลายคนอาจไม่รู้เลยหละครับ
 เพียงแค่สนใจตัวเลขของดอกเบี้ยก็เพียงพอแล้ว
 แต่ว่าจริงๆแล้วดอกเบี้ยมีความมหัศจรรย์ในตัวเองครับ
 ถ้าเรารู้จักนำมาใช้ มีคนเคยบอกว่าสิ่งมหัศจรรย์ของตัวเลขก็คือ
 ดอกเบี้ยทบต้นนี่หละครับ เชื่อหรือไม่ว่า
 เพียงแค่เงินเก็บของคุณสร้างดอกเบี้ย
 แล้วคุณนำดอกเบี้ยไปสร้างดอกเบี้ยต่อ เพียงแค่ 5 ปี
 เงินของคุณก็จะเพิ่มขึ้นเท่าตัว ที่ดอกเบี้ย 15 % ต่อปี
 จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมเวลาเป็นหนี้เพียงน้อยนิด
 แต่คล้อยหลังไปไม่กี่ปีมันเพิ่มขึ้นหลาย เท่าตัว
 **************************************************

เพิ่มเติมโดย www.holidaytours.in.th
 อัตราดอกเบี้ยทบต้น
 At = A0 x (1+rate) ^ n
 At = ยอดเงินรวม
 A0 = เงินต้นที่ฝาก
 rate = อัตราดอกเบี้ย(มักจะอยู่ในรูป เปอร์เซ็นต์ต่อปี)
 ^ = ยกกำลัง
 n = จำนวนปีที่ฝาก
 ถ้าคุณมีเงิน 20,000 การลงทุนให้ผลตอบแทนทบต้น 10% ต่อปี
 เป็นเวลา 30ปี จะเป็นเงิน
 At = 20000*(1+0.10)^30
 At = 348,988
 สรุปได้ว่าสิ่งมหัศจรรย์ ที่จะทำให้เราได้พบอิสรภาพทางการเงินได้
 นั่นก็คือดอกเบี้ยทบต้น

ตอนที่3 การลงทุนตอน 6 ขวบ

Thursday, August 20th, 2009

ว่ากันว่าบัฟเฟตต์นั้นมีหัวด้านการลงทุนตั้งแต่ยังเล็ก
 อย่างเมื่อตอนอายุเพียง 6 ขวบ
 เขาได้ซื้อโค้กกระป๋องมาขายและ
 ทำกำไรในการขายได้ประมาณ 20% จากยอดรวมทั้งหมด
 โดยเขาได้เปรียบการลงทุนของตนเองไว้ว่า
 เหมือนสิงโตที่รอตะครุบเหยื่อในพงหญ้าสูงและ
 จะเข้าจู่โจมเมื่อถึงเวลาที่เหยื่อเข้ามาใกล้ (A lion in the  tall grass)
 ซึ่งเขาจะรอจนกว่าราคาหุ้นที่ต้อง
 การเดินทางมาอยู่ในจุดที่น่าสนใจที่สุดเพื่อเข้าครอบครอง
 และสิ่งสำคัญที่ทำให้เขาประสบ
 ความสำเร็จจากการลงทุนนั้นคือ
 ไม่ใช้อารมณ์ในการลงทุน
 แต่ใช้ความรู้และประสบการณ์ใน
 การตัดสินใจแต่ละครั้ง
 ****************************************************

เพิ่มเติมโดย www.holidaytours.in.th
 บทเรียนแรกจากการซื้อหุ้น
 เมื่อบัฟเฟตต์ซื้อหุ้นตัวแรก ราคาของมันกลับดิ่งลง
 แต่เขาอดทนก็ถือมันไว้ ต่อมาเมื่อราคาขึ้นมาอีกครั้ง
 เมื่อเขาได้กำไรจึงขายมันออกไป
 แต่ราคาหุ้นกลับวิ่งขึ้นไปไม่หยุด เขาจึงได้บทเรียนว่า
 การขายหุ้นดีออกไปเร็วเกินไป ถือเป็นความผิดพลาด
 หลังจากนั้นในเวลาต่อมาเขาได้พัฒนาการลงทุน
 โดยใช้แนวคิด ซื้อกิจการที่ดีที่สุด ในราคายุติธรรม
 และเก็บเอาไว้ไม่โดยขายเลยตลอดชีวิต
 ได้พบอาจารย์ แต่อาจารย์กลับไม่ยอมรับ
 เมื่อบัฟเฟตต์ได้พบเบนจามิน เกรแฮม
 เจ้าของทฤษฎี Margin of Safety
 เขารู้สึกเหมือนเบนจามิน เกรแฮม ได้นำผ้าผูกตาออกจากตาเขา
 เขาขอทำงานกับเบนจามิน เกรแฮม แต่ถูกปฏิเสธ
 แม้ว่าเขาจะทำงานให้ฟรีก็ตาม แต่เบนจามิน เกรแฮมกลับพูดว่า
 ราคานี้ก็ยังแพงเกินไป
 แต่บัฟเฟตต์ก็ไม่ละความพยายาม
 จนเบนจามิน เกรแฮม ยอมรับเขาในที่สุด…

ตอนที่4 ความผิดพลาด 25ปีแรก

Thursday, August 20th, 2009

 เรื่องย่อโดย www.holidaytours.in.th
ที่เบอร์กไชร์ฮาธาเวย์
 ช่วงแรกของการลงทุนของบัฟเฟตต์
 เขาจะซื้อหุ้นที่ราคาถูกมาก ๆ
 แต่ผลประกอบการระยะยาวของบริษัทนั้นไม่ดีนัก
 โดยไม่ได้เลือกบริษัทที่มีความได้เปรียบเชิงแข่งขัน
 และมีความยั่งยืนของความได้เปรียบนั้น
 และเขาเริ่มตระหนัก ว่านี่ไม่ใช่กลยุทธ์ในฝัน
 ต่อมาเขาจึงเลิกลงการลงทุนรูปแบบนี้
 เพราะมันเหมือนกับการหาคนที่โง่กว่ามาซื้อหุ้นต่อ
 และมันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากไม่มีคนที่โง่กว่ามาซื้อหุ้นไป….
 ————————————————————

 รายละเอียด
 ————————————————————
 ความผิดพลาด25ปีแรกของ วอเร็น บัฟเฟตต์
 ข้อความต่อไปนี้ปรากฎอยู่ในรายงานประจำปี 2532
 ของเบอร์กไชร์ฮาธาเวย์
 บริษัทที่วอเร็น บัฟเฟตต์ ใช้ในการลงทุนถือหุ้นของเขา
 สิ่งที่บัฟเฟตต์เขียนถือเป็นหลักสำคัญในวิธีคิดและ
 หลักการลงทุนบางส่วนที่สำคัญมากของเขาในปัจจุบัน
 ความผิดพลาดข้อแรกของผม
 แน่นอนคือการซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของเบอร์กไชร์
 ถึงแม้ว่าผมจะรู้ว่าธุรกิจของมัน การผลิตสิ่งทอ
 เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีอนาคต
 แต่ผมก็ถูกล่อให้ซื้อเพราะราคาที่ดูเหมือนว่าจะถูกมาก
 การซื้อหุ้นแบบนั้นได้สร้างผลตอบแทนให้ผมไม่เลว
 ในช่วงที่ผมเริ่มลงทุนใหม่ ๆ
 อย่างไรก็ตามเมื่อเราได้เบอร์กไชร์มาในปี 2508
 ผมก็เริ่มตระหนักว่านี่ไม่ใช่กลยุทธ์ในฝัน
 ถ้าคุณซื้อหุ้นในราคาที่ถูกพอ
 โดยปกติก็จะมีช่วงเวลาหนึ่งที่ผลกำไรของธุรกิจ
 จะกระตุกหรือดีดตัวขึ้นซึ่ง
 จะเปิดโอกาสให้คุณขายหุ้นทิ้งและได้กำไรพอสมควร
 ถึงแม้ว่าผลการดำเนินงานในระยะยาวของธุรกิจจะแย่มาก
 ผมเรียกแนวการลงทุนแบบนี้ว่า ก้นบุหรี่
 นั่นคือก้นบุหรี่ที่พบบนถนนที่เหลือพอสูบได้
 เพียงคำเดียวนั้นอาจจะให้ความสุขในการสูบได้ไม่มาก
 แต่ราคาซื้อที่ถูกมาก”
 จะทำให้การสูบมีกำไร
 บัฟเฟตต์ พูดอีกหลายประเด็นเกี่ยวกับข้อผิดพลาดในการซื้อหุ้น
 โดยมองที่ความถูกเป็นหลักและเขาสรุปว่า
 ผมสามารถยกตัวอย่างความโง่เขลาของการซื้อหุ้นถูก อื่น ๆ อีก
 แต่ผมแน่ใจว่าคุณจะเห็นภาพนั่นคือ มันเป็นเรื่องที่ดีกว่ามาก
 ที่จะซื้อบริษัทที่ดีเลิศในราคาที่ยุติธรรม
 แทนที่จะซื้อบริษัทที่ดีพอใช้ในราคาที่ดีเยี่ยม
 ผมเป็นคนที่เรียนรู้ช้า แต่เดี๋ยวนี้ เมื่อจะซื้อบริษัทหรือหุ้น
 เรามองหาธุรกิจชั้นหนึ่ง
 ที่มาพร้อมกับผู้บริหารชั้นหนึ่ง
 ผมได้พูดมาหลายครั้งว่า
 เมื่อผู้จัดการที่มีชื่อเสียงสุดยอดในการบริหารธุรกิจ
 มาเจอกับธุรกิจที่มีชื่อเสียงสุด แย่ในด้านของการทำกำไร
 สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือ
 ชื่อเสียงของธุรกิจ
 บทเรียนต่อมาที่บัฟเฟตต์พูดถึงก็คือ หลังจาก 25
 ปีของการซื้อและดูแลธุรกิจที่หลากหลาย
 ผมไม่เคยเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหายาก ๆ ของธุรกิจเลย
 สิ่งที่เราเรียนรู้ก็คือการหลีกมัน
 การที่เราประสบความสำเร็จนั้นเป็นเพราะเรามุ่งเน้นที่การมองหารั้วที่สูง 1 ฟุต 
 สามารถก้าวข้ามไปได้มากกว่าที่เราจะสร้างความสามารถในการที่
 จะกระโดดข้ามรั้วสูง 7 ฟุต
 การค้นพบนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ยุติธรรม
 แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธุรกิจและการลงทุน
 มันเป็นเรื่องที่สามารถทำ
 กำไรได้มากกว่ามากที่จะเพียงยึดอยู่กับสิ่งที่ง่ายและ
 เห็นได้ชัดมากกว่าที่จะวิเคราะห์หรือตัดสินใจในสิ่งที่ยาก…
 ในอีกกรณีหนึ่ง
 โอกาสการลงทุนที่ยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อธุรกิจที่ดีเยี่ยมประสบกับ
 ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่เกิดครั้งเดียว
 แต่แก้ไขได้อย่างเช่นในกรณีที่เกิดมาแล้วหลายปีของหุ้นอเมริกัน
 เอ็กซ์เพรสและ GEICO
 อย่างไรก็ตามโดยรวมแล้ว
 เราทำได้ดีกว่าโดยการหลีกเลี่ยงมังกรแทนที่จะฆ่ามัน
 การค้นพบที่น่าประหลาดใจที่สุดของผมซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากใน
ธุรกิจก็คือพลังแฝง ที่เราอาจจะเรียกว่า
 “สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของสถาบัน”…….ยกตัวอย่างเช่น…….
 2) เช่นเดียวกับที่งานถูกขยายออกไปเมื่อมีเวลาเหลือ
 โครงการลงทุนและการซื้อกิจการต่าง ๆ
 ก็เกิดขึ้นเพื่อที่จะใช้เงินของบริษัทให้หมด
 3) ธุรกิจที่ผู้นำปรารถนาที่จะทำ ไม่ว่าจะโง่เขลาเพียงใด
 จะได้รับการสนับสนุนอย่างรวดเร็วโดยตัวเลข
 ผลตอบแทนการลงทุนและยุทธศาสตร์ที่เตรียมโดยลูกน้องของเขา
 4) พฤติกรรมของบริษัทคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน ไม่ว่าเขาจะขยายงาน
 ซื้อกิจการ ตั้งและจ่ายผลตอบแทน
 ให้แก่ผู้บริหาร หรืออะไรก็ตาม
 จะถูกเลียนแบบโดยไม่คิดถึงความเหมาะสม.
 หลังจากความผิดพลาดอื่น ๆ
 ผมเรียนรู้ที่จะทำธุรกิจเฉพาะกับคนที่ผมชอบ เชื่อใจ และยกย่อง
 ตรงกันข้ามเราไม่ประสงค์ที่ร่วมกับผู้จัดการซึ่งขาดคุณสมบัติที
 ่น่าชมเชยไม่ว่าธุรกิจของเขาจะมีแนวโน้ม
 น่าสนใจแค่ไหน เราไม่เคยประสบความสำเร็จในการซื้อธุรกิจดี ๆ
 กับคนที่ไม่ดี
 ความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดบางอย่างของผมไม่ได้เปิดเผยต่อสาธา
 รณชน นั่นคือหุ้นหรือธุรกิจซึ่งผมรู้จัก
 คุณค่าของมันดีแต่กลับไม่ได้ซื้อ
 ไม่ใช่เรื่องบาปที่คนจะพลาดโอกาสการลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่อยู่
 นอกเหนือความรู้ หรือความเข้าใจของเขา
 แต่ผมได้ปล่อยธุรกิจที่ยิ่งใหญ่หลายรายที่เสิร์ปมาให้ถึงที่และ
 เป็นธุรกิจที่ผมสามารถ
 เข้าใจได้อย่างเต็มที่ให้หลุดไป สำหรับผู้ถือหุ้นของเบอร์กไชร์
 รวมถึงตัวผมเอง บทเรียนนี้ราคาแพงมาก
 นโยบายการเงินที่อนุรักษ์นิยมสุดยอดของเราอาจจะดูเหมือนว่าเป็น
 ความผิดพลาดแต่ผมคิดว่าไม่
 มองย้อนกลับไปถ้าเรากู้เงินมาลงทุนในระดับปกติของธุรกิจ
 ผลตอบแทนการลงทุนของเราคงจะดีกว่า
 เฉลี่ยปีละ 23.8% ที่เราได้มา แม้ในปี 2508
 บางทีเราสามารถที่จะตัดสินว่ามีโอกาสถึง 99% ที่การกู้เพิ่ม
 จะทำให้ผลกำไรสูงขึ้น ในเวลาเดียวกันเราอาจจะเห็นว่ามีโอกาสเพียง
 1% ที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
 ซึ่งอาจทำให้เราเสียหายหรือถึงล้มละลาย
 เราไม่ชอบโอกาส 99:1 นั้นและจะไม่ชอบตลอดไป
 โอกาสเล็กน้อยของการเสียหายหรือเสียหายหนัก
 ในมุมมองของเราจะไม่คุ้มกับโอกาสมากมายที่จะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น
ถ้าการกระทำของคุณมีเหตุผลคุณ
 ก็แน่นอนว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีอยู่แล้ว
 ในกรณีส่วนมากการกู้ก็เพียงแต่ทำให้สิ่งต่าง ๆ เคลื่อนเร็วขึ้น…
 ผมไม่เคยรีบมาก : เรามีความสุขกับการลงทุนมากกว่าผลตอบแทนที่ได้
 – แม้ว่าเราจะได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันทั้งคู่
 เราหวังว่าในอีก 25 ปีต่อไปที่เราจะรายงานความผิดพลาดใน 50 ปีแรก
 ถ้าเรายังคงอยู่ในปี 2558 ที่จะทำอย่างนั้น
 คุณเชื่อได้เลยว่าส่วนนี้จะกินพื้นที่กระดาษมากกว่านี้มาก”
 Value Investor
 ของไทยเรายังมีบทเรียนหรือความผิดพลาดน้อยเมื่อคิดถึงระยะเวลาที่ความคิดและ
 แนวทางการลงทุนแบบ Value Investment
 ที่เพิ่งก่อร่างขึ้นมาเพียงไม่ถึง 10 ปี แต่โชคดีที่เรามีเซียน
 อย่างวอเร็น บัฟเฟตต์ที่ผ่านประสบการณ์มายาวนาน และ
 เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง
 ตลาดอเมริกันกับไทยอาจจะแตกต่างกัน
 แต่ผมคิดว่าหลักการนั้นใช้กันได้เกือบ 100% เงื่อนไขของ
 ความสำเร็จนั้นอยู่ที่คนจะประยุกต์ใช้ได้ดีแค่ไหนและมีความมั่น
 คงเพียงใด
 ———————————————————— -
 บทความนี้นำมาจาก Thaivi แต่ได้แก้ไขเล็กน้อย
 http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=pu121&group=2

ตอนที่5 สร้างชื่อเสียงเงินทองจากการลงทุน

Thursday, August 20th, 2009

 ตอนที่5 สร้างชื่อเสียงเงินทองจากการลงทุน

 เรื่องย่อโดย  www.holidaytours.in.th
บัฟเฟต์แตกต่างจากผู้ลงทุนทั่วไป
 เนื่องจากไม่มีใคร
 สามารถคาดเดาจังหวะการขึ้นลงของหุ้นที่แน่นอนได้
 บัฟเฟตต์จึงเลือกที่ซื้อหุ้นในจุดที่ราคายังต่ำ
 และกิจการมีโอกาสเติบโตได้มาก
 โดยไม่นำพากับสภาวะตลาดผันผวนระหว่างทาง
 เพราะเขาเชื่อมั่นว่าหุ้นที่ดี
 จะมีการเดินทางของราคาที่สูงขึ้นในที่สุด
 ————————————————————

 รายละเอียด วอร์เรน บัฟเฟตต์
 ผู้สร้างชื่อเสียงเงินทองจากการลงทุน
 โดย Settrade.com (ได้ตัดข้อความบางส่วนไปใส่ในตอนลงทุนตอน6ขวบ)
 เมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้วได้มีโอกาสเขียนถึง เบนจามิน เกรแฮม
 และทฤษฎีที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขาคือ Margin of Safety
 ซึ่งในบทความวันนั้นได้มีการกล่าวถึง
 ผู้ยิ่งใหญ่ในวงการการลงทุนในหุ้น
 ที่มีชื่อเสียงระดับโลกอีกท่านหนึ่งนั่นก็คือ วอร์เรน บัฟเฟตต์
 (Warren Buffett)
 ผู้ซึ่งเป็นศิษย์เอกของเกรแฮม
 และดูเหมือนจะทำได้ดีกว่าผู้เป็นอาจารย์อยู่ขั้นหนึ่ง
 ดังนั้นวันนี้ขอใช้พื้นที่ตรงนี้พูดถึงบัฟเฟตต์
 และหลักการลงทุนที่ทำให้
 ตัวเขาประสบความสำเร็จ ขนาดเป็นมหาเศรษฐีลำดับต้นๆ ของโลก
 อารมณ์นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้บัฟเฟต์แตกต่างจากผู้ลงทุนทั่ว
ไป
 ที่มักจะไม่ทำตามเป้าหมายการลงทุนที่วางไว้
 และบ่อยครั้งที่มักจะเข้าซื้อขายอย่างหุนหันพลันแล่น
 เช่นซื้อด้วยแรงกระตุ้น และการรับข่าวสารสั้นๆ
 และขายหุ้นด้วยความกลัวอย่างไม่มีเหตุผล
 ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ตามกฎการตัดขาดทุน คือ
 ขายหุ้นที่ขาดทุน และถือหุ้นที่มีกำไร
 แต่ผู้ลงทุนส่วนใหญ่มักจะทำตรงกันข้ามคือ
 ขายหุ้นที่กำไร และถือหุ้นที่ขาดทุนไว้
 อาจจะด้วยความกังวลใจที่หุ้นที่ถืออยู่และมีกำไร
 เริ่มปรับตัวลง จึงตัดสินใจขายหุ้นออกไป
 และพยายามหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองว่า
 ขายทำกำไรดีกว่าปล่อยให้ขาดทุน
 และตรงกันข้ามกับ ผู้ลงทุนที่ถือหุ้นและขาดทุนอยู่
 จึงได้แต่บอกกับตัวเองว่า
 จะขายถ้าราคาหุ้นกลับขึ้นมาถึง ราคาที่เคยซื้อไว้
 ซึ่งการลงทุนแบบนี้นั้นมีโอกาสเกิดการขาดทุนสูง
 เนื่องจากไม่มีใคร
 สามารถคาดเดาจังหวะการขึ้นลงของหุ้นที่แน่นอนได้
 ดังนั้นวิธีการหลีกเลี่ยงการซื้อขายผิดจังหวะก็คือ
 เดินตามรอยของบัฟเฟตต์ที่จะเลือกซื้อหุ้นในจุดที่ราคายังต่ำ
 และกิจการมีโอกาสเติบโตได้มาก
 โดยไม่นำพากับสภาวะตลาดผันผวนระหว่างทาง
 เพราะเขาเชื่อมั่นว่าหุ้นที่ดี จะมีการเดินทาง
 ของราคาที่สูงขึ้นในที่สุด
 แนวทางหลักอีกอย่างของบัฟเฟตต์ในการซื้อหุ้นก็คือ
 เขาจะมองว่าการซื้อหุ้นคือการเข้าร่วมเป็นเจ้าของบริษัท
 ไม่ใช่การซื้อสินค้าที่ต้องซื้อขายเพื่อทำกำไรอยู่ตลอดเวลา
 ดังนั้นก่อนจะเข้าลงทุนก็ต้องศึกษาข้อมูลของบริษัทนั้น ๆ
 ให้ละเอียด รอบคอบ และเมื่อลงทุนแล้วต้องเชื่อมั่นในบริษัท
 ซึ่งแนวคิดนี้นั้นคล้ายกับ Value Investor
 มือทองของเมืองไทยท่านหนึ่ง คือ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
 ซึ่งส่วนใหญ่จะเข้าลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี
 และไม่ซื้อขายบ่อย ๆ และท่านก็มองว่านี่คือการทำธุรกิจส่วนตัว
 ที่ไม่ต้องดำเนินธุรกรรมเองทั้งหมด
 เพียงแต่คัดสรรกิจการที่ดีและร่วมเป็นเจ้าของ
 โดยเงินปันผลก็เหมือนเงินเดือนที่นำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได ้

 โดยไม่ต้องซื้อขายหุ้นเพื่อนำกำไรมาใช้ในระยะสั้น
 แต่ต้องมีวินัยในการลงทุนนั่นคือเก็บหุ้นไว้ให้มีมูลค่า
 เติบโตทบต้นทบดอกด้วยตัวมันเอง และไม่หวั่นไหวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ
 ส่วนหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์
 ที่ใช้เป็นประจำในการเลือกซื้อหุ้นแต่ละตัวได้แก่
 เป็นธุรกิจที่ไม่ซับซ้อน
 เป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยม และมีฐานลูกค้าแข็งแกร่ง
 หรือเป็นธุรกิจที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว
 ยกตัวอย่างหุ้นที่เขาถืออยู่ อาทิ โค้ก และอเมซอน
 สามารถคาดเดารายได้ และรายจ่ายได้ไม่ยาก
 เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ไม่ซับซ้อน
 ดังนั้นเขาจะสามารถคาดเดาได้อย่างไม่ยากว่าจะมีกำไร
 หรือขาดทุนในแต่ละปี
 ผลตอบแทนต่อทุน (ROE) สูง บัฟเฟตต์
 ให้ความสำคัญกับตัวเลขนี้ค่อนข้างมาก
 คือน่าจะต้องมากกว่า 12% สำหรับธุรกิจประเภทผลิตสินค้า
 แต่หากเป็นธุรกิจสถาบันการเงินแล้ว ค่าตัวเลขนี้ปกติจะสูงมาก
 บัฟเฟตต์
 จึงแนะนำให้ดูที่ตัวเลขของผลตอบแทนรวมของสินทรัพย์ (ROA)
 ประกอบด้วยหากสูงกว่า 10% ก็ถือว่าดี
 มีกระแสเงินสดที่ดี เพราะธุรกิจที่ดี
 ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เงินทุนสูงมาก
 ในการดำเนินงานและรักษาสถานภาพในตลาดเพื่อการแข่งขัน
 เพราะควรจะมีรายได้หล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ
 มีผู้บริหารที่ดี เห็นแก่ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ
 ลงทุนในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะไม่เพียงเลือกธุรกิจที่ดี
 แต่ควรเลือกช่วงเวลาที่ดีและราคาเหมาะสมด้วย
 และนี่ก็คือข้อมูลอย่างย่อ ๆ
 ที่เป็นหลักการของผู้ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว
 ซึ่งถ้าผู้อ่านสนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่ม
 เติมสามารถดูได้ที่ www.buffetsecrets.com
 หรือหาซื้อหนังสือด้านการลงทุน
 ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ หรือ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
 ได้ที่ร้านหนังสือ Settrade.com ด้านหน้าอาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ

ตอนที่6 One Way Ticket

Thursday, August 20th, 2009

บทย่อโดย www.holidaytours.in.th
 “ถ้าเราวิเคราะห์ดีแล้วเมื่อเราซื้อหุ้น
 เวลาที่จะขายหุ้นนั้นเกือบจะไม่ต้องเลย”
 วอเร็น บัฟเฟตต์นั้นไม่เหมือนนักลงทุนคนอื่น
 เขาซื้อโดยมีสมมติฐานว่าจะไม่ขาย
 หุ้นที่เขาลงทุนส่วนใหญ่ อยู่กับเขามานาน หลาย ๆ บริษัท
 เขาคือเจ้าของและผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุด
 เขาไม่ดูราคาหุ้น สิ่งที่เขาดูก็คือ ผลกำไรของบริษัท
 ดูเงินสดที่บริษัทหามาได้
 และบ่อยครั้งเขาเอาเงินสดนั้นมาใช้ลงทุนซื้อกิจการ
 หรือหุ้นตัวอื่นต่อ ๆ ไป และนี่คือ
 วิธีการทำเงินจากหุ้นโดยไม่ต้องขายหุ้นแต่ซื้อหุ้นไปเรื่อย ๆ
 จะเรียกว่าลงทุนแบบ One Way Ticket ก็น่าจะได้
 ————————————————————

รายละเอียด
 One Way Ticket (วอเร็น บัฟเฟตต์)
 โลกในมุมมองของ Value Investor ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
 วอเร็น บัฟเฟตต์ นักลงทุนเอกของโลกบอกว่า
 เขาอยากซื้อหุ้นของกิจการที่ดีเยี่ยมที่สุด
 ในราคาที่ยุติธรรม แล้วเก็บเอาไว้ไม่ขายเลยตลอดชีวิต
 และกลยุทธ์นี้เองที่ทำให้เขา
 สามารถทำกำไรได้ผลตอบแทน จากการลงทุนสูงมากเฉลี่ยกว่า 20%
 ต่อปีทบต้นมาเรื่อย ๆ
 เป็นเวลาเกือบ 50 ปี และกลายเป็นบุคคลที่รวยเป็นอันดับสองของโลก
 ด้วยความมั่งคั่ง
 หลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
 ความคิดของการซื้อหุ้นแล้วไม่ขายเลย นั้นบัฟเฟตต์ได้มาจากฟิลิป  ฟิชเชอร์ใน
 หนังสือคลาสสิค Common Stocks and Uncommon Profit
 ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1958
 ต่อไปนี้เป็นคำเรียบเรียงของบางส่วน ในหนังสือซึ่งวอเร็น
 บัฟเฟตต์เคยอ้างถึง
 และผมคิดว่า Value Investor ควรได้เรียนรู้เอาไว้
 และถ้าเป็นไปได้นำมาประยุกต์
 ใช้กับการลงทุนของตนเอง
 มีการอ้างเหตุผลอีกข้อหนึ่งในการขายหุ้น
 ของนักลงทุนซึ่งทำให้เขาพลาดจากกำไร
 ที่เขาควรจะได้ เหตุผลข้อนี้น่าจะเป็นเหตุผลที่ไร้สาระที่สุด
 นั่นก็คือหุ้นที่เขาถืออยู่มีราคาวิ่งขึ้น
 ไปมากมหาศาล
 เพราะฉะนั้นมันคงรองรับผลการดำเนินงานในอนาคตไปหมดแล้ว
 ดังนั้นเขาควรจะขายมัน และซื้อหุ้นตัวอื่นที่ราคายังไม่ได้ขึ้น
 บริษัทที่ดีเยี่ยม ซึ่งเป็นหุ้นประเภทเดียว
 ที่ผมคิดว่านักลงทุนควรซื้อ ไม่ได้ทำงานแบบนี้
 การทำงานของมันอาจจะเข้าใจได้ง่ายที่สุด โดยการอุปมาอุปไมกับเรื
 ่องดังต่อไปนี้
 สมมติว่ามันเป็นวันที่คุณเรียนจบจากมหาวิทยาลัย
 หรือเรียนจบมัธยมก็ได้ ทีนี้สมมติต่อว่า
 ในวันนั้นเพื่อนร่วมชั้นของคุณทุกคน ต้องการเงินสดอย่างเร่งด่วน
 แต่ละคนเสนอเงื่อนไขให้คุณ
 แบบเดียวกันนั่นคือ ถ้าคุณให้เงินพวกเขาเท่ากับ 10
 เท่าของรายได้ทั้งหมดที่เขาจะได้รับ
 ในช่วง 12 เดือนข้างหน้าหลังจากที่เขาเริ่มทำงาน
 พวกเขาก็จะตอบแทนคุณโดยการจ่ายเงินให้คุณ
 เท่ากับหนึ่งในสี่ของรายได้ของเขาตลอดชีวิต

ตอนที่7 วิธีการและแนวทางในการลงทุน

Thursday, August 20th, 2009

เรื่องย่อโดย www.holidaytours.in.th
 บัฟเฟต์เลือกจะลงทุนในบริษัทชั้นหนึ่ง
 ที่ตัวเองมีความเข้าใจเป็นอย่างดีเท่านั้น
 รวมทั้งมีผู้บริหารที่ไว้ใจได้ด้วย วอร์เร็นได้กล่าวว่า
 ”หลังจากที่ซื้อหุ้นแล้ว ผมจะไม่สนใจตลาดหุ้นเลย
 และถึงแม้ว่าตลาดหุ้นจะปิดทำการยาวนานถึง10ปีก็ตาม
 ทั้งนี้ก็เพราะว่า ผมมั่นใจธุรกิจที่ลงทุนไปแล้วนั้น
 มีมูลค่าที่แท้จริงของมัน
 ซึ่งผมไม่จำเป็นต้องให้ตลาดหุ้นมารับรู้ด้วยก็ได้”
 ————————————————————

 รายละเอียด
 วิธีการและแนวทางในการลงทุน ของ วอร์เร็น บัฟเฟตต์
 หุ้นไม่ใช่เพียงแค่กระดาษแผ่นหนึ่งอย่างที่หลายๆคนคิด
 มันเป็นเอกสารที่แสดงถึงความมีส่วนเป็นเจ้าของในกิจการนั้นด้วย
 เมือคิดจะลงทุน จงใช้มุมมองอย่างเจ้าของกิจการในการเลือกลงทุน
 มุ่งเน้นลงไปในกิจการและข้อมูลเบี้องหลัง
 ไม่ใช่แค่มองว่ามันเป็นแค่หุ้น
 ต้องรู้ใช้ชัดว่ากิจการนี้ทำอะไร และทำได้ดีแค่ไหน?
 พิจารณาลงทุนเฉพาะกิจการที่เราเข้าใจได้
 เพราะไม่เช่นนั้นเราจะไม่สามารถ
 ที่จะค้นหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการที่เราเป็นเจ้าของได้
 มีกิจการที่ดีเพียงไม่กี่บริษัทที่เราจะสามารถลงทุนแล้วได้รับผ
 ลตอบแทนสูง
 ในโลกนี้ประกอบไปด้วยธุรกิจที่ดีเด่น ธุรกิจที่แย่
 และธุรกิจที่ไม่ดีไม่เลว
 จงจำกัดการค้นหาธุรกิจนั้นโดยมองย้อนไปถึงประวัติเก่าๆของกิจกา
 รนั้นๆ
 ”นักลงทุนควรที่จะคิดเสมอว่าการลงทุนนั้นเปรียบเสมือนการตัดสิน
 ใจครั้งสำคัญ
 ในชีวิตซึ่งมีได้เพียงยี่สิบครั้งเท่านั้น
 ดังนั้นการตัดสินใจทุกครั้งจะต้องไตร่ตรองให้ดี
 เพราะหากพลาดไปจะเหลือโอกาสอีกไม่มาแล้ว”
 ธุรกิจที่ดีจะเสมือนว่ามีทางด่วน
 ซึ่งลูกค้าต้องจ่ายเพื่อข้ามไปสู่จุดหมายปลายทางที่เขาต้องการ
 และสิ่งนี้จะทำให้กิจการนั้นสามารถเติบโตได้ตลอดไป
 ดังตัวอย่างเช่น
 • บริษัทหลายบริษัทจำเป็นต้องประชาสัมพันธ์
 สินค้าและบริการของตัวเอง
 ซึ่งบริษัทโฆษณาก็จะสามารถได้รับผลประโยชน์จากความต้องการโฆษณา
 นี้ด้วย
 • ผู้ชายส่วนใหญ่จำเป็นต้องโกนหนวด และผู้หญิงก็อาจจะโกนขนขา
 สำหรับกิจการที่ผลิตมีดโกนที่ใหญ่ที่สุด
 ในโลก อย่างเช่น Gillette
 ซึ่งสามารถยึดคลองตลาดที่ไม่มีวันหดหายไปได้เลย และจะเติบโตไปตาม
 การขยายตัวของจำนวนประชากรโลก
 ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่มักจะมีคุณสมบัติต่างๆดังนี้
 1 ไม่ซับซ้อน (Simplicity) กิจการเหล่านี้จะเข้าใจได้ง่ายๆ
 และใช้การบริหารแบบธรรมดา
 2 ธุรกิจเสมือนมีสิทธิพิเศษที่แข็งแกร่ง (Strong business
 franchises)
 ธุรกิจเหล่านี้จะได้รับประโยชน์จาก ค่าความนิยมทางเศรษฐกิจ
 (Economic Goodwill)
 เช่นสามารถปรับราคาขึ้นได้โดยที่ ลูกค้าไม่มีความขัดข้อง
 3 สามารถคาดการได้ (predictability)
 สามารถคาดการผลประกอบการได้อย่างมั่นใจ
 4 ผลตอบแทนจากเงินทุนสูง (High return on Equity)
 สามารถที่จะมีผลตอบแทนจากเงินทุนได้สูง
 โดยไม่ต้องอาศัยการตบแต่งบัญชี (Creative Accounting)
 หรือการใช้เงินลงทุนจากการกู้
 ซึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนนี้สำคัญกว่าตัวเลขกำไรต่อหุ้นที่หลายๆ
 คนให้ความสำคัญเสียอีก
 5 สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ดี (Strong Cash Generation)
 เป็นธุรกิจที่ไม่ต้องมีการลงทุนอย่าง
 มหาศาลเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันให้สูงอยู่ตลอดเวลา
 ธุรกิจที่แข็งแกร่งจริงจะใช้เงินลงทุนเพียง
 เล็กน้อยก็สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้อย่างมั่นคง
 6 อุทิศทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น
 (Devotion to Shareholder Value) การที่มีผู้บริหาร
 ที่ซื่อสัตย์ และมีฝีมือทุ่มแรงกายแรงใจให้แก่งานของบริษัท
 เพื่อสร้างมูลค่าให้กิจการตลอดเวลา
 ในการประเมินมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจจงจำไว้ว่า
 ”ราคาคือสิ่งที่เราจ่าย มูลค่าคือสิ่งที่เราได้รับ”
 ดังนั้นการลงทุนใดๆเราต้องคำนึงถึงส่วนต่างเพื่อความปลอดภัย
 (Margin of Safety)
 ระหว่างราคากับมูลค่าให้มากไว้
 เพื่อหากว่าเราเกิดความผิดพลาดขึ้นก็ยังไม่ทำให้เราขาดทุนมาก
 ในการประเมินมูลค่าที่แท้จริงนั้น
 วอร์เร็นมักจะใช้วิธีคิดลดกระแสเงินสด(Discount Cash flow)
 หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า DCF
 วิธีการนี้คือการประมาณกระแสเงินสดในอนาคตที่กิจการจะได้รับ
 และคิดลดกระแสเงินสดนั้นกลับมา ณ
 ปัจจุบันโดยใช้อัตราคิดลดที่ปราศจากความเสี่ยงโดยเทียบกับ
 การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล อาจจะเป็น10ปีหรือน้อยกว่านั้น
 ซึ่งผลที่ได้สามารถบอกเราได้ถึงส่วนต่าง
 ของราคาปัจจุบันกับมูลค่าซึ่งนั่นก็คือส่วนต่างเพื่อความปลอดภัย(Margin of Safety)
 ไม่สนในการเปลี่ยนแปลงของตลาดหุ้น วอร์เร็นเคยพูดไว้ว่า
 ”หลังจากที่ซื้อหุ้นแล้ว ผมจะไม่สนใจตลาดหุ้นเลย
 และถึงแม้ว่าตลาดหุ้นจะปิดทำการยาวนานถึง10ปีก็ตาม
 ทั้งนี้ก็เพราะว่าผมมั่นใจธุรกิจที่ลงทุนไปแล้วนั้นมีมูลค่าที่  แท้จริงของมัน
 ซึ่งผมไม่จำเป็นต้องให้ตลาดหุ้นมารับรู้ด้วยก็ได้”
 วอร์เร็นจะขายหุ้นก็ต่อเมื่อ
 • ถ้ามูลค่าที่แท้จริงของกิจการไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นตามอัตราที่ควรจะเป็น
 • ถ้ามูลค่าตลาดของกิจการเพิ่มสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงที่ประเมิน  ได้มากจนเกินไป

 คุณไม่ได้อยู่ในโลกนี้คนเดียว ……….. วัยเด็ก มีแรง มีเวลา
 ไม่มีเงิน : วัยทำงาน มีเงิน มีแรง ไม่มีเวลา :
 วัยชรา มีเวลา มีเงิน ไม่มีแรง created by Reallim (เย่หยงเทียน)

 http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=uptoyou&group=8
 &month=10-2006&date=01&blog=89

 

ก้าวแรกสู่เส้นทางอิสรภาพทางการเงิน โดย http://www.freedom.holidaytours.in.th

ไทยเที่ยวไทย ทัวร์สนุกวันหยุดของคุณจะสมบูรณ์แบบในเมืองไทย           

สวัสดีครับ !!!  ถ้าคุณต้องการความสนุกสนาน อะไรที่คุณต้องการจะทำในวันหยุดพักผ่อนคราวหน้าของคุณ ที่ไหนที่คุณต้องการจะไปสนุกสนานกับชีวิต ถ้าคุณต้องการทัวร์สนุกสนาน มันส์ ๆ ใช่แล้ว!!!! ที่นี่คือเมืองไทยของเรา ที่นี่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน และเรื่องราวมันส์ ๆ ... ไปทัวร์เมืองไทยกันเถอะ ที่เมืองไทยของเรา เราสามารถไปเที่ยวชมเมืองเก่าที่อยุธยา (ว้าว !) เราสามารถไปเที่ยวชมสถานที่มีเชื่อเสียงในเชียงใหม่ (^_^) เราสามารถเที่ยวชมพระบรมมหาราชวัง(โอ้โห !!!) เรามีตลาดลอยน้ำที่มีชื่อเสียง อีกหลายแห่ง เป็นยังไงบ้างครับ พอจะนึกออกบ้างแล้วแล้วใช่ม้า !!! เมืองไทยเรามีสถานที่ท่องเที่ยว ให้เราเที่ยวมากมายจริง ๆ แล้วทำไมน้า เราไม่เที่ยวเมืองไทยกันให้ทั่วกันก่อนน้า แล้วเราค่อยไปเที่ยวต่างประเทศกัน !!!            ไทยเที่ยวไทย เศรษฐกิจไทยคึกคัก !!! ทัวร์สนุกในวันหยุดของคุณให้เต็มที่ จากวันพักผ่อนของคุณ คืนความสดชื่นให้กับชีวิต และพักผ่อนจิตใจของคุณ เมืองไทยของเรามีสถานที่ยอดเยี่ยมหลายแห่งมาก ๆ มีกิจกรรมมากมายสำหรับทัวร์สนุกในวันหยุดของคุณ เมืองไทยของเรา สามารถช่วยคุณสร้างช่วงเวลาแห่งสนุก ความทรงจำ กับวันหยุดพักผ่อนของคุณในเมืองไทยของเรา เรามีทัวร์สนุกสำหรับนักท่องเที่ยวรออยู่ครับ !!!           

 

ไทยเที่ยวไทย เศรษฐกิจไทยคึกคัก เปิดตาและเปิดใจของพวกเรา แล้วเราจะค้นพบว่าที่เมืองไทยของเรา เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งที่น่าไปเยี่ยมชมจริง ๆ ขอให้ทุกคนสนุกกับการทัวร์เมืองไทยครับ เร็วเข้าน้า รถไฟกำลังจะออกแล้วจ้า ปู๊น ๆ ... ขอให้ทุกท่านโชคดี และมีความสุขกับการท่องเที่ยวเมืองไทยของเราครับ           

 

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว พัทยา !!! ( เมืองพัทยาอยู่ในจังหวัดชลบุรี) เป็นเมืองชายทะเลที่ใกล้กรุงเทพ เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทำให้ผู้คนหลงไหลแห่งหนึ่งของโลก ด้วยชายหาดที่สวยงามราวกับภาพวาด หาดทรายที่นี่ร่มรื่นเหมาะกับการพักผ่อนหย่อนใจมากจริง ๆ ที่ซึ่งล้อมรอบด้วยธรรมชาติ สายลม แสงแดดที่อบอุ่นในยามเช้า ถ้าคุณรักธรรมชาติ พัทยามีหาดทราย ชายทะเลที่งดงาม ทิวทัศน์ที่สวยงาม พัทยาคือเมืองที่งดงามจับใจแห่งของของเอเซียและของโลก นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างก็มาเที่ยวที่พัทยาแห่งนี้(นักท่องเที่ยวทั่วโลกมากกว่าห้าล้านคนต่อปี) ท่านสามารถจะรู้ได้ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้นจากเว็บไซต์นี้ ทัวร์สนุกในวันหยุดพักผ่อนของคุณจะสมบูรณ์แบบในพัทยา

          
วู้....ฮู....!!! ถ้าคุณชอบชายทะเล ไปชายหาดกันเถอะ บนชายหาด แสงสว่างจะสว่างกว่า และเสียงจากธรรมชาติอันหลากหลายที่แตกต่างกันไป เสียงของคลื่นทะเลที่ซัดเข้า - ออก จะกระซิบอยู่ในหูคุณ เม็ดทรายที่ละเอียดราวกับไหม จะขัดมือของคุณจนขาวสะอาด .....

           Cha-la-la
ในยามเช้า - ที่นี่ไม่มีอะไรจะดีไปกว่า ตื่นขึ้นมาในยามเช้า ท่ามกลางแสงแดดที่แจ่มใสในยามเช้า และเดินลงมาที่ชายหาดเดินย่ำเท้าเล่นในชายทะเล แล้วเดินทอดน่องไปเรื่อย ๆ เพื่อดูความสวยงามของธรรมชาติในยามเช้า และสูดอากาศอันบริสุทธิ์ ในยามเช้าในชุดนอนของคุณ แล้วคุณจะพบว่าโลกนี้ช่างเต็มไปด้วยความสวยงาม.....

          
ในยามค่ำคืน คุณสามารถออกมาจากที่พัก หามุมเพื่อวิ่งเล่นในชายหาด ท่ามกลางแสงจันทร์ เสียงคลื่นทะเล และสายลม , คุณสามารถตะโกนร้อง( วู้...! ฮู...! ) ใส่ดวงดาว และฟังเสียง กระแสน้ำทะเลขึ้นลงสลับกันเบา ๆ ได้ .....

          
พัทยาเมืองแห่งความแตกต่าง - พัทยาเป็นเมืองของความบันเทิงที่หลากหลายที่สุดแห่งหนึ่ง พัทยาคือหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากของเมืองไทย พัทยาเป็นมากกว่าทะเล พัทยามีทุกสิ่งสำหรับความสุขในวันหยุดพักผ่อนของคุณ กิจกรรมอันมากมาย เช่นงานเทศกาล การช้อปปิ้ง(ร้านค้ามากกว่าพันร้าน) เราสามารถซื้อสินค้าแฮนด์เมดที่ดีที่สุด เช่นผ้าไหม พลอย จากร้านค้าในพัทยาได้ !!!

          
ทัวร์สนุกวันหยุดพักผ่อนของคุณในพัทยา - Touch My Heart, ใช่แล้ว! สัมพัสกับธรรมชาติ ชายทะเล หาดทราย คลื่นทะเล แสงอาทิตย์อันอบอุ่น สนุกกับกีฬาเจ็ทสกี, เล่นกระดานโต้คลื่น, ดำน้ำ, สนุกกับการว่ายน้ำทะเลเล่น หรือ ก่อประสาททราย พัทยาเป็นสรรค์สำหรับนักเล่นกอล์ฟ(สนามกอล์ฟมาตรฐานระดับอินเตอร์มากกว่า 20 แห่ง) หรือกีฬาอื่น ๆ อย่างเช่นเทนนิส, โบว์ลิ่ง, พินบอล, กีฬาขี่ม้า ผ่อนคลายกับการนวดแผนโบราณ, สปาเซ็นเตอร์, ฟิตเนส พัทยายามค่ำคืน ที่นี่ถูกตัดสินให้เป็นศูนย์กลางของชีวิตกลางคืนของไทยแลนด์ ความบันเทิงเริงรมย์อีกมากมาย เช่นคาบาเรต์โชว์ ไนท์คลับ บาร์ คาราโอเกะ ดิสโก้ และ ศูนย์รวมความบันเทิง

          
หมู่บ้านช้างพัทยา เราสามารถจะสัมผัสกับช้างได้ และสามารถดูว่าช้างมีการดำรงชีวิตอยู่อย่างไร เช่นเดียวกับดูการทำงานของบรรดาช้างเหล่านั้น , โชว์ตื่นเต้นเร้าใจของสวนเสือศรีราชา - สวนเสือศรีราชาคือที่สุดของสถานที่สำหรับเด็ก สำหรับทัวร์สนุกในวันหยุดพักผ่อน, นอกจากนี้ยังมีฟาร์มจระเข้ และสถานที่น่าสนใจมากมายเช่น อันเดอร์ วอเตอร์ เวิลด์ พัทยา, (ที่ซึ่งทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่ง) , ตลาดน้ำสี่ภาคพัทยา, เมืองจำลองพัทยา(มากกว่า 100 โมเดล), พิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจเช่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะในขวดแก้ว, วัดอันเก่าแก่และวัดที่มีความสวยงามเช่น วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นวัดที่สร้างขึ้นเพื่อถวายสมเด็จพระญาณสังวรฯ สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน และต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภก และสถานที่น่าสนใจอื่น ๆ อีกมากมาย และกิจกรรมที่ไม่สิ้นสุด ที่นี่มีข้อเสนอให้กับนักท่องเที่ยวมากมาย ที่เราไม่สามารถบอกได้หมดในที่นี้

          
พัทยาคือสรรค์ของนักท่องเที่ยว พัทยาคือสวรรค์สำหรับนักท่องเที่ยวทุกคน เพราะพัทยามี สถานที่ท่องเที่ยวอันหลากหลาย เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวทุกประเภท พัทยามีหาดทรายที่ขาวสะอาด, ชายทะเลที่สวยงาม, น้ำทะเลที่ใสราวกับแก้ว และบรรยากาศที่ร่มรื่น ที่นี่ล้อมรอบด้วยธรรมชาติ ชายหาดที่โค้งยื่นยาวออกมาอย่างไม่น่าเชื่อ ที่นี่มีสิ่งน่าสนใจมากมาก เพื่อเข้ามาเยี่ยมชม และเข้ามาเพื่อทำกิจกรรม ที่พักอาศัยมากมายสำหรับ ให้เราเลือกสรร ตั้งแต่รีสอร์ทหรูจนถึงโรงแรมราคาประหยัด และพวกเราสามารถหาอาหารรับประทานได้ในราคาที่สมเหตุผล พวกเราจะมีความสุข และความทรงจำที่ดี ในการมาทัวร์ สถานที่ที่เต็มไปด้วยความสุขแห่งนี้ สำหรับวันหยุดพักผ่อนคราวหน้าของพวกเรา พัทยาคือทางเลือกที่สุดยอดแห่งความสนุกสนานสำหรับทุกคน พวกเราจะมาสู่ช่วงเวลาแห่งความสุข และความทรงจำที่ดีที่สุด !!! 

พัทยาคือหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับทัวร์สนุกในวันหยุดพักผ่อนของคุณ ถ้าคุณต้องการสถานที่ ทำให้คุณสนุกและประทับใจ พัทยามีความสนุกมากมายรอคุณอยู่ ที่นี่มีทุกสิ่งสำหรับการพักผ่อน ที่นี่คือดินแดนแห่งความสุข เรียกร้องความสุขในตัวของพวกเราออกมาตอนนี้เลย !!! แล้วคุณจะไม่ลืมสถานที่เต็มไปด้วยมนเสน่ห์แห่งนี้ ที่ซึ่งคุณจะไม่ลืมสีสันแห่งความสุขของชีวิต .....

  

http://www.holidaytours.in.th/

 

edit @ 9 Sep 2009 16:51:45 by holidaytours

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ exteen

posted on 08 Sep 2009 16:44 by holidaytours

เรื่องนี้เป็นเพียงตัวอย่างการใช้งานเท่านั้น คุณสามารถลบเรื่องนี้แล้วเริ่มต้นเขียนบล็อกได้เลย

ขอให้สนุกกับการใช้บล็อก